ก็นะ ช่วงนี้มันว่างมากๆๆๆๆๆๆๆๆ เลยไปดูหนัง (นี่คือความคิดสร้างสรรค์ขอ
งเรา) แล้วก็ไม่รู้จะดูอะไร เลยไล่ตามชื่อหนังที่เข้าชิง Best Motion Picture ดีทีเดียว ปีนี้เพิ่มจาก 5 เป็น 10 ทำให้เราไม่ว่างไปหลายวัน



เริ่มด้วยเรื่องที่ชนะดีกว่
The Hurt Locker เป็นหนังที่เครียดมากที่สุดเรื่องนึงที่เคยดู เริ่มต้นเรื่องด้วยเสียงหัวใจเต้น เราจำได้ว่าเรานั่งนับด้วยนะ ว่าเต้นเร็วแค่ไหน มันเต้นครั้งนึงต่อหนึ่งวินาที ก็เป็นแค่ 60 ครั้งต่อนาทีเอง ไม่ร้ายแรงมาก แต่รู้สึกรำคาญตรงนี้อะ เหมือนว่าเรายังไม่อินไปกับเรื่อง ยังไม่ต้องมีเสียงหัวใจเต้นดีกว่ามั้ย

เรื่องโดยรวมเราว่าก็ดี พอดูจนจบแล้วเข้าใจความรู้สึกของพระเอก(ซึ่งไม่ได้ตายตอนจบ) ว่าทำไมถึงเลือกเส้นทางนั้น ชอบตอนที่กลับบ้าน แล้วคนดูจะรู้สึก...ฟึบ! ทุกอย่างต่างกับในอิรักโดยสิ้นเชิง (พระเอกก็ดูหล่อน้อยลง แต่นั่นมันไม่เกี่ยวกัน - -*)

สิ่งที่เราไม่ชอบ นอกจากเสียงหัวใจเต้นตอนต้นเรื่อง คือการสลับฉากเร็วไปหน่อย เรางง รู้สึกไม่ค่อยต่อเนื่องกัน เหมือนจี้เป็นจุดๆ แล้วถ้าเราไม่คิดมาก ปล่อยให้ตัวเองหลุดเข้าไปในโลกนั้น ก็จะเข้าใจเอง ดังนั้นประเด็นนี้จึงเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบแต่รับได้

เราว่าหนังเรื่องนี้ได้รับคำชมมากไป overrated มันดี แต่ไม่ได้อึ้งขนาดนั้น

ให้ 8/10



Avatar เราดูสองรอบ เลิกเรียนแล้วไปดูรอบนึง โดดเรียนแล้วไปดูรอบนึง
หนังเรื่องนี้เราไม่ได้ดู trailer ก่อนเข้าไปดูในโรงด้วย ตอนแรกที่เห็นโฆษณาเราก็ไม่อยากดูแล้ว ไม่ค่อยชอบหนังแฟนตาซี sci-fi ยิ่งทุกคนตัวเป็นสีฟ้า โอ้ ไม่นะ แล้วทำไมเราเข้าไปดูแต่แรกหว่า อ่อ เพราะเราเพิ่งสอบหมอเสร็จแล้วเครียดแปลกๆ

ที่ชอบที่สุดคือบรรยากาศ ชอบเรื่องราวของโลก Pandora ชอบต้นไม้ที่เรืองแสงได้ ชอบการไหลเวียนของพลังงาน ความสัมพันธ์ของทุกสิ่งทุกอย่าง มันมีชีวิตชีวา สวยงาม ดูแล้วอยากไปอยู่ที่นั่น จำได้ว่าเดินออกจากโรงหนังแล้วรู้สึกว่า นั่นก็อิฐ นี่ก็ปูน ธรรมชาติที่ใกล้ที่สุดคือกระถางต้นไม้ในห้องน้ำ

ดีที่ได้ไปดูรอบสอง เข้าใจเนื้อเรื่องมากขึ้นเยอะเลย ดูครั้งแรกจะยังงงๆอยู่ พูดถึงเนื้อเรื่อง เราก็ชอบนะ แต่เราว่ามันน่าเบื่อไปหน่อยมะ ตรง conflict ของเรื่อง ชาวเผ่าลุกขึ้นต่อสู้กับเทคโนโลยี ไม่รู้สึกแปลกใหม่เลย แล้วตอนที่นางเอกกำลังถูกล้อม แล้วมีตัวที่คล้ายแรดบวกฉลามหัวฆ้อน (เราไม่รู้ว่ามันมีชื่อที่ดีกว่านี้มั้ย) เข้ามาช่วย เราขนลุก ... เพราะเรารู้สึกว่ามันเด็กจังเลย

ฉากที่เราชอบที่สุดคือตอนที่พระเอกไปตามล่าตัวบินได้สีแดงๆ ชื่อไรหว่า โทรุค สักอย่าง นั่นแหละ ที่เราชอบคือบทพูด
"Where I had it figured, Tyeruko's the baddest cat in the sky. Nothing attacks him. So why would he ever look up? That was just a theory."
แล้ว Jake ก็จู่โจมจากด้านบน เออ ชอบแค่นี้แหละ

รายละเอียดเล็กๆในเนื้อเรื่องเราก็ชอบนะ ที่เราบอกว่าต้องดูรอบสองถึงจะรู้ (หรือจะไปหาอ่านเอาในเน็ตก็พอมี)

เราไม่สนหรอกว่ามันไม่ชนะ บอกตามตรง ไม่เห็นสำคัญตรงไหนเลย

ให้ 9/10



District 9 ดูนานแล้วอะ ตั้งแต่มันออกมาใหม่ๆ ดังนั้นเราจะจำอะไรไม่ค่อยได้แล้วล่ะ
ที่จำได้อย่างนึงคือมันโหดมาก ยิงกันชิ้นเนื้อกระจาย มากไปหน่อย เกินจำเป็นหรือเปล่า? ถ้าเล่นเป็นเกมเราก็หัวใจวายไปแล้ว

อีกอย่างที่เราจำได้ คือเราไม่ค่อยชอบมันเท่าไร เนื้อเรื่องใช้ได้ พอที่จะทำให้เราดูจนจบในครั้งแรก แต่ไม่ดีพอให้เรากลับไปดูอีกครั้ง เอาเป็นว่าแค่นึกว่าจะดูอีกรอบก็เบื่อแล้วอะ

เรื่องนี้ 7/10



Up สงสัยเราจะตั้งความหวังไว้กับเรื่องนี้มากเกินไป ดูแล้วผิดหวัง เรื่องนี้เราดูไม่จบ ดูจนถึงฉากที่มีหมาวิ่งไล่เราก็เบื่อถึงขีดสุด ไปทำอย่างอื่นดีกว่า

ตอนต้นเรื่องดูดีมาก มากๆ ที่เป็นเรื่องตอนที่ปู่ซ่ายังเด็ก แล้วเจอเด็กผู้หญิงที่ชอบการผจญภัยเหมือนกัน ชอบเรื่องราวของสองคนนี้ ที่เป็นเรื่องดำเนินไปด้วยภาพและเพลงโดยไม่มีบทพูด เป็นส่วนที่ดีที่สุดในหนัง แล้วหลังจากนั้นมันก็แย่ลงเรื่อยๆ

หมาพูดได้ก็น่ารักดี เด็กแก้มยุ้ยก็น่ารักดี ปู่ก็แก่ดี

เนื้อเรื่องน่าเบื่อ เราไม่เข้าใจว่าทำไมคนชอบนักหนา

เราให้ 7/10 (อาจจะไม่ยุติธรรมเท่าไร เพราะเราดูไม่จบ) ไม่ให้เยอะกว่านี้เพราะมันน่าเบื่อ แต่ให้น้อยกว่านี้ไม่ได้เพราะมันน่ารัก เกลียดไม่ลง



Up in the Air เรื่องนี้ชอบบบบบบบบบบบบ มากกกกกกกกกก
ชอบทุกอย่าง ชอบการแสดง ชอบเนื้อเรื่อง ชอบบทพูด ชอบเพลงประกอบ ชอบฉาก ชอบการดำเนินเรื่อง

เราดูเรื่องนี้แล้วอินมากๆ แล้วพอดูจบแล้วก็รู้สึก up in the air จริงๆ มันแปลว่า ตัดสินใจไม่ได้ ไม่แน่ใจกับบางเรื่อง ขยายความ... ตอนต้นๆ ที่เป็นเรื่องราวของ Ryan (George Clooney กรี๊ดนิดนึง) ว่าใช้ชีวิตเดินทางไปเรื่อยๆเพราะงานที่ต้องทำ จนสนามบินเเหมือนบ้าน ตรงนี้เรารู้สึกชอบมาก คิดว่าถ้าเราเป็นแบบนั้นได้จะสนุกมาก มีบัตรสมาชิกไฮโซของโรงแรมหรูๆ สนามบิน คลับ ได้เดินทางไปหลายๆที่ เห็นอะไรเยอะแยะ ไม่อยู่ติดบ้าน ไม่ยึดติดกับใคร อิสระ ตายล่ะ ยิ่งคิดยิ่งชอบชีวิตแบบนี้ เฮ้อ...

แต่ประเด็นของเรื่องในตอนท้ายคือ ชีวิตสมบูรณ์ได้ด้วยครอบครัว มันก็ไม่เชิงตรงข้ามกับเมื่อกี๊ แต่ก็ไม่ได้จัดอยู่ในประเภทเดียวกัน นี่คือความรู้สึก up in the air ของเราตอนเพิ่งดูจบ ทำให้เราต้องใช้ความคิด อื้ม มันน่าจะเอามารวมกันได้เนอะ

ชอบหนังเรื่องนี้จังเลย ชอบพอๆกับ Eternal Sunshine of the Spotless Mind ที่ Jim Carrey แสดง มันลึกซึ้ง แล้วติดอยู่ในหัวไปหลายวันหลังดูจบ

ชอบที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของทัศนคติของ Ryan กับ Natalie จากตอนต้นเรื่องกับท้ายเรื่อง ชอบที่บทพูดของตัวละครไม่ฟัง fake ฟังแล้วรู้สึกว่าสื่อกันได้ ชอบที่เนื้อเรื่องทำให้เราต้องคิด เพลงก็เพราะแล้วเหมาะมากๆ

หนังเรื่องนี้สร้างจากหนังสือ เราซื้อมาด้วย กะจะอ่านก่อนดูหนัง แต่คิดว่ากว่าจะได้เริ่มอ่านแล้วอ่านจบก็คงอีกสักพัก เลยดูหนังก่อน ตอนแรกไม่คาดหวังอะไรมาก เพราะเห็นเค้าบอกว่าหนังสือกับหนังไม่เหมือนกันเท่าไร ทำให้เราคิดว่าหนังไม่น่าจะดีเท่าหนังสือ (เป็นการทึกทักเอาเอง) แต่พอดูหนังจบ ว้าว... เกินความคาดหมาย หนังสือจะเป็นยังไงเนี่ย เดี๋ยวอ่านจบจะดูหนังอีกสักรอบ

ใครที่ยังไม่ได้ไปดู ดูจบแล้วอย่าเพิ่งลุก มันมีอะไรพิเศษบางอย่างหลังจบเพลงแรก ไม่ถึงกับน่าประหลาดใจ แต่น่าประทับใจ

มีอย่างนึงที่เราสังเกต นักแสดงเรื่องนี้ทุกคนหน้าเนียนมากเลย ไม่ว่าจะตัวเอกหรือตัวประกอบ ใช้แป้งยี่ห้ออะไรคะ?

อีกอย่างนึง ฉากที่ Alex คล้องเนคไทไว้ที่เอวอะ เค้าว่าเป็นตัวแสดงแทนแหละ (ไม่สำคัญหรอก)

10/10 ก็บอกแล้วว่าชอบมาก



เฮ้ย ทำงี้แล้วหนุกดีอะ ^^
เดี๋ยวไว้ต่ออีก 5 เรื่อง

SwitzDiary ตอนที่ 7 :: บ่มชีส

posted on 02 Aug 2009 13:47 by bnanacupcake

คราวนี้จะพาไปดูโรงงานชีส Gruyère แหละ ที่นี่มีชื่อเสียงเรื่องชีสมากเลย ถ้าใครชอบกินชีสน่าจะรู้

วันนั้นหมอกหนามาก รูปนี้ถ่ายตอนเช้านะเนี่ย

ที่นี่แหละๆ

เห็นสายสีน้ำเงินตรงข้างซ้ายมะ อันนั้นคือท่อที่เค้าใช้ดูดนมวัวที่เอามาส่งเข้าโรงงาน

ตอนแรกต้องเอานมไปปั่น แล้วมันจะแยกตัว มีส่วนที่เป็นน้ำกับเป็นเนื้อ ก็เอาส่วนที่เป็นเนื้อมาใส่แม่พิมพ์

ดูเหมือนจะเป็นชีสแล้วใช่มะ แต่หนทางอีกยาวไกล

ขั้นตอนนี้เค้าเอาชีสมาแช่น้ำเกลือ เพิ่มรสชาติใส้ชีสแล้วทำให้ขอบข้างนอกแข็งๆด้วย

แล้วก็เดินสงไปใต้ดินกัน เป็นห้องบ่มชีส

ห้องใหญ่มากกกๆ มีอย่างที่เห็นในรูปเป็นหลายสิบแถวได้ แล้วแต่ละแถวก็สู๊งสูง

อยากบอกว่าตอนลงไปทีแรกจะตายให้ได้ นึกนะ มันเป็นนมหมักอะ กลิ่นนี่แบบ... อื้มมม

15 องศา

เครื่องนี้เอาไว้หยิบชีสทีละก้อน เอามาทาน้ำเกลือ พลิกด้าน แล้ววางกลับที่เดิม ทำอย่างนี้ทุกวัน

ต้องบ่มไว้หลายเดือนเลยแหละ กว่าจะกินได้ 

แล้วก็เดินออกจากตรงนั้นเลี้ยวหัวมุมไปนิดนึง

แล้วก็ถึงเวลาที่รอคอย ชิมมมมมม

อันขนาดกลาง 1 เดือน ชิ้นเล็ก 2 เดือน ชิ้นใหญ่ 5 เดือน สำหรับเรา 5 เดือนอร่อยสุด เหมือนยิ่งใหม่มันยิ่งกลิ่นแรงอะ เรา... ไม่ไหว

แหม กินชิสทั้งที ก็ต้องมีไวน์ 555+ เราก็ไม่รู้เรื่องอะไรหรอก เค้าถามว่าใครเอามั่งเราก็เอาด้วย มีถามอายุด้วยนะ เราก็บอก 17 ก็จะกินอะ ใครจะทำไม แล้วพอเรากินไปได้หน่อยนึง ยังเอามาเติมให้เราอีกแหนะ 

อยากบอกว่ามันแปลกมากเลย เหมือนชีสก็ฉุนๆ ไวน์ก็ซ่าๆ กินเข้าไปด้วยกันแล้วก็ไงไม่รู้ แต่พอมันไปอยู่ในท้องแล้วรู้สึกว่ามันเป็นการผสมกันที่ดีนะ อันนี้ก็บอกไม่ถูก

 

ตรงนั้นเป็นร้าน แต่เราไม่ได้ซื้อมา เพราะที่บ้านไม่มีคงนิยมเท่าไร 

มีอย่างอื่นขายด้วย วัวน่ารักเนอะ ^^

 

 

 

edit @ 14 Aug 2009 21:02:21 by bnanacupcake

 

ไม่เคยรู้นะเนี่ยว่าพออยู่ ม.6 แล้วมันจะไม่เหมือนอยู่ ม.5 มากขนาดนี้

รู้สึกโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น... ที่จริงก็ไม่เชิง 

รู้สึกว่าต้องโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น อย่างนี้ดีกว่า

 

แต่ตอน ม.5 เรารู้สึกมีความสุขมากกว่านี้ มันเครียดน้อยกว่า

 

ในที่สุดหลังการถกเถียง หารือ พูดคุย เสวนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิจารณ์ และอื่นๆ

เราก็ได้ข้อสรุปแล้วว่าเราจะเรียนหมอ 

คราวนี้ไม่มีข้อสงสัยอะไรแล้ว เราไม่ไหวแล้วแหละ จะมาสงสัยอะไรมากมาย

คิดมากบั่นทอนสุขภาพจิต อันนี้คอนเฟิร์ม

วันนี้เค้ารับสมัครแล้ว เราต้องเลือก 4 อันดับ 

หัวข้อนี้ก็ได้ผ่านการถกเถียง หารือ พูดคุย เสวนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิจารณ์ และอื่นๆ มาแล้วเช่นกัน

เราจะเลือก จุฬา อันดับ 1 แล้ว ศิริราช อันดับ 2 

ที่จริงเมื่อก่อนเราไม่เคยคิดว่าหมอจุฬาจะมาเป็นตัวเลือกเลย แบบว่า หมอก็ต้องศิริราชสิ

แต่พออยู่ ม.6 โอ่ว กระแสมันแรง เฮไปกะเค้าหน่อย

 

มันก็ต้องมีแผนสำรองใช่มะ ก็ใช่ว่าทุกคนที่ไปสอบจะติด 

ถ้าเราหลุดสองอันดับแรกก็คงไม่เรียนหมอแล้วแหละ 

คงไปเรียนนิติฯ

 

แปลกมะ เหมือนมันไม่เกี่ยวกัน แต่ถามเราตอนนี้เราว่าไม่เห็นต้องเกี่ยวกันเลย

ใครๆก็จะบอกว่า ชอบอะไรก็เรียนอันนั้น 

ปัญหาก็คือ ไม่รู้ว่าชอบอะไร 

จริงๆเหอะ มันต้องชอบด้วยหรอ เราว่าเอาประมาณว่าเรียนได้ก็เรียนได้นั่นแหละ

ไม่รังเกียจกันเข้าไส้ก็เรียนได้ทั้งนั้นแหละ 

เราคิดถึงเรื่องอาชีพในอนาคตมากกว่า

 

อ่อ มาพูดเรื่อง title คราวนี้ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ก็ตอนนั่งเรียนฟิสิกส์เมื่อวันพุธ เีรียนไงไม่รู้ แต่ในหัวอะไปไกลแล้ว

เราก็มาคิดว่า เฮ้ย รู้สึกแปลกจังเลย ถ้าคิดว่าอีกไม่กี่ปีเราจะเป็นหมอ

เหมือนอยู่ๆเราก็มีป้ายแปะสถานะติดตัวเอาไว้ มันแปลกจริงๆนะ

เหมือนที่ผ่านมา เราก็เป็นอย่างนี้อะ ไปเรื่อยไม่ได้คิดอะไรมาก 

แล้ววันนึง เราจะเป็นหมอ ว้าว

 

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราอายุ 7 ขวบ ทำอะไรอยู่อะ อ่อ ป.2 กระโดดยาง 

แล้วก็เขียนหนังสือเอียงไปข้างหน้ามากมาย และยังอ่าน สงวน ว่า สง-วน

ปัจจุบัน ก็เป็นอย่างที่เห็นๆ

อีก 10 ปีข้างหน้า (ในอุดมคติ) เราจะกำลังเรียนต่อเฉพาะทางอยู่ เป็นหมอแล้ว

 

ยิ่งคิดก็ยิ่งแปลกดี

 

แล้วถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน อีก 1 ปีข้างหน้าเราก็คงมาบล็อกในฐานะนักเรียนแพทย์ปี 1

อะไรจะขนาดนั้น